Israel Adesanya

Israel Adesanya นักสู้มวยกรง เส้นทางราชา UFC คนใหม่ “ทิ้ง ประดู่พริ้ว”

Israel Adesanya เป็นนักสู้ศิลปะป้องกันตัวแบบผสมผสาน คิกบ็อกเซอร์ และอดีตนักมวยชาวนิวซีแลนด์ที่เกิดในไนจีเรีย โดยได้แชมป์หลายรายการในทั้งสามสาขา ในฐานะนักสู้ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ปัจจุบันเขาเซ็นสัญญากับ Ultimate Fighting Championship (UFC) ซึ่งเขาเป็นแชมป์ UFC รุ่นมิดเดิลเวทคนปัจจุบัน ในคิกบ็อกซิ่ง

เขายังเป็นอดีตผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์กลอรี่ มิดเดิลเวท เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2565 ล่าสุดเป็นที่ 3 ในการจัดอันดับนักสู้ที่เก่งที่สุดแบบปอนด์ต่อปอนด์ของ UFC

บอกได้เลยว่า อเดซานย่า ใช้ทักษะมวยไทยผสมผสานการศิลปะการต่อสู้แขนงอื่น ๆ เป็นฐานแห่งความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศิลปะการสู้ที่เหมือนกับนักชกคนอื่น ๆ แต่ด้วยวิธีการแล้ว อเดซานย่าแตกต่างกว่า เขาเข้าต่อสู้เหมือนกับหนังบู๊ ที่นอกจากจะมีประสิทธิภาพแล้วยังต้องดูสวยงามและมีความเอ็นเตอร์เทนไปในตัวด้วย

และสไตล์ดังกล่าวนั้น เขาได้มาจาก “ทิ้ง ประดู่พริ้ว” พระเอกจากเรื่อง “องค์บาก” ที่แสดงโดย จา พนม หรือ โทนี่ จา  อะไรทำให้เด็กชาวไนจีเรียเอาศาสตร์จากการแสดงมาใส่กับการต่อสู้บนเวทีกันแน่?

MMA หรือ ศิลปะการต่อสู้แบบผสม คือเวทีเพื่อให้นักสู้แต่ละคนได้โชว์ศิลปะการต่อสู้ที่ตัวเองถนัดเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะหมัด เข่า ศอก หรือแม้แต่จับกดจับทุ่มก็สามารถทำได้ทั้งนั้น จึงเรียกได้ว่าเป็นกีฬาที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่ง ด้วยความรุนแรงและหนักหน่วงในการออกอาวุธแต่ละครั้ง อาจจะทำให้นักกีฬาบางคนบาดเจ็บพักฟื้นเป็นปี ๆ หรือบางรายเลิกเล่นไปเลยก็มี

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้น มี ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ของ MMA ที่สามารถยืนระยะได้ยาวนานหลายปี ขึ้นสังเวียนมาแล้วหลายครั้งเอาชนะได้หลายรูปแบบ คน ๆ นั้นคือ แอนเดอร์สัน ซิลวา ผู้ที่เคยได้รับยกย่องจาก UFC องค์กร MMA เบอร์ 1 ของโลก ว่าเป็นหนึ่งในนักสู้ที่ดีที่สุดของ UFC เท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว

ซึ่ง ซิลว่าเองก็เป็นนักสู้ที่ใช้ศิลปะแม่ไม้ มวยไทย ผนวกกับบราซิลยิวยิตสู ทำให้ยืนชกก็ไวปราดเปรียว ถ้านอนชกก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของการเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยม ครบเซ็ต ทั้ง แม่นยำรุนแรง ฉลาดและรวดเร็ว

ตัวของ ซิลวา นั้นเป็นนักสู้ที่ใช้ศิลปะมวยไทยผนวกเข้ากับบราซิลยิวยิตสู ถ้าให้ยืนชกก็ไวปราดเปรียว ถ้าให้นอนชกก็ทำได้ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบในการเป็นยอดนักสู้แบบครบเซ็ตทั้งแม่นยำ รุนแรง ฉลาด และ รวดเร็ว จนทำให้ในวันที่ ซิลวา พีกที่สุดก็ยากที่ใครจะเอาเขาลงได้

ซิลวา ไล่ปราบศาสตร์การต่อสู้อื่น ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะ แซมโบ้ มวยปล้ำ คาราเต้ ก็เสร็จมาแล้วทั้งนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้เจอนักสู้สายยืนเหมือนกันและมีต้นทางจากศาสตร์ของมวยไทยเหมือนกัน นั่นคือ “อิสราเอล อเดซานย่า” นักสู้สายเลือดไนจีเรีย-นิวซีแลนด์

ศึก UFC 234 ระหว่าง ซิลวา ปะทะกับ อเดซานย่า กลายเป็นมวยคู่เอก เหมือนส่งไม้ต่อความยิ่งใหญ่จากรุ่นสู่รุ่น

ถึงแม้ซิลวาจะเก่งแค่ไหน แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ซิลว่าก็อายุ 44 ปีแล้ว และต้องยอมรับว่าร่างกายก็ย่อมส่งผลต่อการต่อสู้โดยตรง ขณะที่ อเดซานย่า อายุ 29 ปีและเป็นนักสู้หน้าใหม่ที่เข้ามาเจอของจริงในเวทีเบอร์ 1 อย่าง UFC ในเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น

อเดซานย่า เป็นมวยที่ผสมผสานเทคนิคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แน่นอนว่า มวยไทย คือหนึ่งในอาวุธหลักของเขาด้วย การสู้ในไฟต์นั้น อเดซานย่า สามารถชนะได้โดยเอกฉันท์ เขาเหนือกว่าทุกอย่าง และเรื่องนี้ ซิลวา เองก็ยอมรับแต่โดยดี

หลังจากที่กรรมยกมือของ อเดซานย่า เป็นผู้ชนะ นักสู้ทั้งสองคนคุกเข่าลงกับพื้นและแสดงสัญลักษณ์ถึงการคารวะในฝีมือของกันและกัน ฝ่ายของ ซิลวา แยกย้ายไปให้สัมภาษณ์และพูดถึงความยอดเยี่ยมของ อเดซานย่า เขาเน้นย้ำว่านี่คือนักสู้ที่จะครองความยิ่งใหญ่ในวงการ MMA คนต่อไป

ภาษากายถ่ายทอดออกมาเหมือนศิษย์กับอาจารย์ อย่างไรก็ตามสำหรับ อิสราเอล อเดซานย่า อาจารย์ของเขาไม่ใช่ แอนเดอร์สัน ซิลวา เขาบอกว่า โทนี่ จา หรือ จา พนม นักแสดงหนังแอ็คชั่นจากประเทศไทยต่างหากที่เขานับถือให้เป็นอาจารย์อย่างแท้จริง แม้ว่าในความจริงแล้ว จา พนม จะไม่เคยขึ้นชกหรือลงแข่งกีฬาต่อสู้อาชีพเลยแม้แต่ครั้งเดียวก็ตาม

เหตุผลที่ อเดซานย่า อยากมาเป็นนักสู้ ทั้งที่ชีวิตที่บ้านก็มีฐานะ

อเดซานย่า เป็นชาว ไนจีเรีย โดยกำเนิด มีพี่น้อง 5 คน ทว่าครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจน เหมือนกับนักสู้หรือนักกีฬาแอฟริกันคนอื่น ๆ ครอบครัวอเดซานย่ามีฐานะดี พ่อของเขาเป็นนักธุรกิจ แม่ของเขาเป็นนางพยาบาล ชีวิตของเขาไม่ได้ลำบากอะไรเลย อยากได้อะไรก็ได้ อยากกินอะไรก็กิน นั่นคือชีวิตที่ชาวแอฟริกันทุกคนใฝ่ฝัน

อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนเรามันน่าตลกดี เพราะมนุษย์เรานั้นไม่เคยเพียงพอต่อสิ่งที่ต้องการ คนจนก็อยากรวย ส่วนคนรวยอย่าง อิสราเอล กลับอยากที่จะเป็นนักมวย ซึ่งเป็นกีฬาที่ส่วนใหญ่แล้ว เป็นทางเลือกของคนที่ไม่ค่อยมีฐานะ และต้องการสร้างชื่อเสียงจากการใช้ร่างกายและความเจ็บปวดเข้าแลก

“ผมน่ะเคยฝึก เทควันโด้ ตอนเด็กๆ เหมือนกัน แต่สุดท้ายแม่ผมก็ให้ผมเลิกเรียน ผมเล่นอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่” อเดซานย่า กล่าว

“คือเอาจริง ๆ ในฐานะเด็กที่ไม่เคยได้รับการชื่นชมเลย และทุกอย่างที่อยากจะทำก็ต้องขออนุญาตพ่อแม่ก่อน มันอาจะเป็นเพราะบ้านเราไม่ต้องดิ้นรนอะไรด้วยแหละมันถึงเป็นแบบนั้น ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่พ่อกับแม่ของผมรู้สึก”

อเดซานย่า แตกต่างจากพี่น้อง เพราะพี่น้องของเขาล้วนมีอาชีพและการงานที่ดีจากการตั้งใจเรียนหนังสือ แต่เขาไม่เลย เขาแอบสู้ และหวังว่าสักวันโอกาสของตัวเองจะมาถึง จนกระทั่งปี 2001 ครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายไปทำงานและตั้งรกรากในต่างประเทศ เพราะพ่อของเขาเชื่อมั่นว่า การศึกษาของบ้านหลังใหม่จะดีกว่าที่ ไนจีเรีย อย่างแน่นอน และนั่นจะทำให้อนาคตของลูก ๆ เขาดีกว่าที่ตัวเองเป็นอีกด้วย … เดิมที สหรัฐอเมริกา คือจุดหมายปลายทาง แต่เหตุวินาศกรรม 9/11 ทำให้ความคิดของพ่อเปลี่ยนไป

“เหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 คือเรื่องใหญ่ของอเมริกา พ่อผมเชื่อว่าอเมริกากำลังจะอยู่ในภาวะสงครามหลังจากนั้น และเขาคิดถูก”

ปลายทางของครอบครัวอเดซานย่าเปลี่ยนไป โดยเลือกตั้งรกรากในประเทศนิวซีแลนด์ อเดซานย่า จึงถูกส่งไปเรียนหนังสือและเป็นเหมือนการบังคับให้ลืมความฝันการเป็นนักสู้แบบกลาย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2008 มีภาพยนตร์จากประเทศไทยเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า “องค์บาก” สร้างชื่อไปทั่วโลก และทุกอย่างก็เปลี่ยน

อเดซานย่า ได้นั่งดูทุกวินาทีของหนังองค์บากภาคแรก เขาเห็นทุกลีลาการต่อสู้ของ “ทิ้ง” พระเอกของเรื่องที่ใช้ศิลปะมวยไทยหมัด เข่า ศอก รวมถึงการหักกระดูก และการกระโดดเข้าชนทุกคนในเรื่องอย่างไม่กลัวตาย เท่านั้นตาเด็กน้อยก็เป็นประกาย

“ผมนี่เแบบ … โว้ยย ไอ้หมอนี่มันสุดยอดจริง โทนี่ จา ทำได้ทุกอย่างและทำมันอย่างบ้าคลั่ง ผมลุกปรบมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าและบอกว่า นี่แหละ ข้าจะเป็นสู้แบบนี้ให้ได้เลย” อเดซานย่า ย้อนเล่าความ

Israel Adesanya

ชีวิตแบบพระเอกหนัง เพราะมีพระเอกหนังเป็นต้นแบบ

เหตุที่ทำให้ อเดซานย่า อินอย่างมากก็คือตอนนั้นที่ นิวซีแลนด์ เขารู้สึกว่าการที่ตัวเองเป็นคนแอฟริกันนั้นทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม” เขาจึงฝังใจและต้องการทำอะไรให้สมกับที่คนอื่นมอง นั่นคือขอทำอะไรที่แตกต่างกับเด็กคนอื่น ๆ ไปซะเลย

เขาเหมือนกับ ทิ้ง ประดู่พริ้ว พระเอกของเรื่องที่เป็นคนมาจากต่างจังหวัด เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง ทุกคนมองเขาเป็นของแปลก หัวเราะเยาะ และพร้อมจะรังแก แต่สุดท้ายอะไรล่ะที่ทำให้ ทิ้ง ประดู่พริ้ว ไม่เคยพลาดท่า แน่นอนมันคือศิลปะการต่อสู้ ซึ่งตัวของ อเดซานย่า เองก็เหมือนกัน

“ผมต้องเรียนรู้การต่อสู้เพราะ เด็กที่นั่นไม่ค่อยชอบหน้าผมนัก” อเดซานย่า เล่าย้อนความ “ผมอยู่ไนจีเรีย จิตใจผมสงบ สุขสบายมีความมั่นใจมาก ทุกคนต่างมีสุนทรีย์ในชีวิต”

“แม้ว่าตัวของผมนั้นไม่อยากจะสู้กับใคร แต่เมื่อมีคนพยายามที่จะเล่นงานผม ผมจำเป็นต้องทำให้สถานการณ์ที่แตกต่าง … อย่าให้กูเป็นนักสู้นะโว้ย เดี๋ยวพวกเอ็งโดนแน่” เขาเล่าถึงวัยเด็กอย่างออกรส

ในขณะที่ ทิ้ง ประดู่พริ้ว ใช้การต่อสู้แบบเลี่ยงไม่ได้ แม้ไม่อยากจะปะทะก็ต้องทำ เพราะการไล่ตาม “องค์บาก” หรือเศียรพระพุทธรูปพระจำหมู่บ้าน อิสราเอล อเดซานย่า ก็คล้ายๆ กัน เขาไม่ได้อยากจะทำร้ายใคร หรือเป็นขบถสังคมมากมายนัก เพียงแต่ว่าสถานการณ์และเรื่องความแตกต่างของสีผิวที่เจอ มันบังคับให้เขาต้องสู้

“ที่นิวซีแลนด์ ผมเป็นพวกต่อต้านนะ หากเด็กคนอื่นๆ ทำอะไรผมจะส่ายหน้าและบอกว่า “ไม่เอา” ผมจะต้องแตกต่าง ใครจะมองยังไงผมไม่สนใจหรอก นั่นทำให้ผมได้เริ่มติดตามการต่อสู้มากกว่าเรื่องเรียน และมันทำให้ผมพบโค้ชคนแรก”

ยูจีน แบร์แมน คือโค้ชต่อสู้คนแรกของ อเดซานย่า ช่างบังเอิญที่ ยูจีน เป็นนักสู้ในศาสตร์ของ “คิกบ็อกซิ่ง” ที่มีความคล้ายกับมวยไทยมาก มันโดนใจ อเดซานย่า เพราะหลากหลายท่าทางลีลาทั้งการเตะสูงเตะต่ำหรือกระโดดเตะมันเป็นอะไรที่เหมือนกับที่ โทนี่ จา ไอดอลของเขาทำในหนังเรื่ององค์บากไม่มีผิด

มวยไทยเป็นจุดเริ่มต้นของ อเดซานย่า เขาพัฒนาด้วยการเข้าโรงยิมของ เดเร็ก โบรห์ตัน หวังว่าจะใช้มวยไทยพาตัวเองเข้าไปสู่การต่อสู้แบบมวยกรงให้ได้ แม้จะโดนห้ามจากครูฝึกแต่เขาก็ไม่สน เหมือนกับพระเอกเรื่ององค์บากไม่มีผิด ที่ใช้ทักษะการต่อสู้แบบมวยไทยพิชิตศัตรูทั้งหลายตลอดทั้งเรื่อง

อิทธิพลของ โทนี่ จา ที่มีต่อ อเดซานย่า คือการสู้ที่พลิ้วไหวเหมือนกับการเต้น จุดเด่นของความพลิ้วไหวคือการกะจังหวะให้ลงตัวเพอร์เฟ็กต์และจบลงด้วยการซัดให้เข้าเป้า นอกจากนี้ยังใช้การหลบหลีกมากกว่าการเข้าปะทะโดยตรงด้วย

สไตล์ของ เดซานย่า ไม่ได้เหมือนกับนักสู้โดยธรรมชาติ นักสู้คนอื่นอาจจะหมกมุ่นเรื่องเทคนิคและพลังการทำลายของการโจมตีเป็นหลัก แต่สำหรับ อเดซานย่า เขาเชื่อมั่นในท่วงท่าในการชก ราวกับท่าต่อสู้ในหนังสักเรื่องหนึ่ง ที่นอกจากจะใช้งานได้จริงแล้วต้องสวยและสง่างามด้วย

Israel Adesanya

Israel Adesanya กับเส้นทางการเป็นนักสู้ในกรง 8 เหลี่ยม

หลังจากต่อสู้ในหลายกติกาสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียน ไม่ว่าจะ MMA, คิกบ็อกซิ่ง หรือแม้แต่ มวยสากล ที่สุดแล้วอเดซานย่าเลือกที่จะมาโฟกัสกับ MMA อย่างเต็มตัว ความสุดยอดของเขาถูกยืนยันด้วยชัยชนะและลีลาเมื่อขึ้นชก เขากลายเป็นนักสู้ที่มีทั้งพลังและความสวยงามในเวลาเดียวกัน ดุจฉายา “The Last Stylebender” พร้อมกับสถิติไร้พ่าย 11-0 ทำให้ UFC ต้องจับเขาเซ็นสัญญาเมื่อเดือนธันวาคม 2017

นับตั้งแต่การขึ้นชกไฟต์แรกใน UFC เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่เอาชนะ ร็อบ วิลคินสัน ด้วยการน็อคภายในยกที่ 2 และไล่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันในเดือนตุลาคม 2019 อเดซานย่ายังคงเป็นนักสู้ไร้พ่ายสถิติขึ้นชก 18 ไฟต์ ชนะทั้ง 18 ไฟต์ผ่านคู่ต่อสู้อย่าง เดเร็ก บรุนสัน, แอนเดอร์สัน ซิลวา, เคลวิน กาสเตลั่ม ก่อนกระชากเข็มขัดแชมป์โลก UFC รุ่นมิดเดิ้ลเวต จาก โรเบิร์ต วิทเทกเกอร์ และป้องกันเข็มขัด ชนะ โยเอล โรเมโร่ มาได้สำเร็จ

จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจอาจจะขึ้นง่ายจนแทบไม่ต้องไปเสาะหา ตัวของ อเดซานย่า นั้นแค่เปิดหนังเรื่อง “องค์บาก” ดูก็รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ และสิ่งที่ยืนยันว่าการแสดงของ โทนี่ จา ในเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะกับเขาอย่างที่สุด คือสุดท้ายเขาได้กลายมาเป็นนักสู้ที่แม้จะแตกต่างด้วยสไตล์ทว่าสุดท้ายแล้วก็ประสบความสำเร็จ

ขอบคุณข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของมวยจาก : UFABET, อนิเมะ

อ่านเพิ่มเติม => Artur Beterbiev