Conor McGregor เปิดประวัติเกรียนไอริชสุดห่าม เจ้าของฉายา Notorious

Conor McGregor เจ้าของฉายา “ไอ้หมาบ้า” เขาคือนักสู้ UFC ที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยลีลาลมปาก ที่ไม่ธรรมดา ที่มักพูดเหยียดหยาม ดูถูก คู่แข่ง อย่างไม่ให้เกียรติ และแสดงกริยาไม่เคารพใคร ทำตัวน่าหมั่นไส้มาก ๆ ก็มีทั้งคนที่ทั้งรักและเกลียดเขา

จากนักสู้ผู้โด่งดังที่ร่ำรวยมาก ความจริงเขาคือคนที่เคยยากจนมาก่อน และได้ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ ในฐานะนักสู้คนแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถครองแชมป์ UFC 2 รุ่น รวมถึงความบ้าระห่ำใส่นวม 16 ออนซ์ ชกไฟต์ประวัติศาสตร์กับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ กำปั้นไร้พ่ายผู้ยิ่งใหญ่ ที่สร้างรายได้ให้เขามากถึง 2,625 ล้านบาท จากการชกเพียงแค่ครั้งเดียว

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือจะเกลียด ความห่ามเกินตัวของผู้ชายคนนี้ นั่นก็เป็นเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้น ที่คุณมองเห็นเขาบนสังเวียน หรือผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ เท่านั้น แต่จะมีใครรู้บ้างไหมว่า ชีวิตเบื้องหลังสังเวียนของเขา เป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่วันที่เขายังไม่ได้เซ็นสัญญากับ UFC เขาเป็นชายหนุ่มธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่เงินซื้อเฮดการ์ดใส่ จนถึงวันนี้ที่ชีวิตของเขาพุ่งขึ้นจุดสูงสุด อย่างที่ไม่มีใครในประวัติศาสตร์ UFC ทำได้

เบื้องหลังความเป็นเบอร์ 1 และตำนาน ภายใต้ฉากหน้าของสงครามน้ำลายที่เขามักพ่นใส่คนอื่น พร้อมด้วยคำพูดที่หลงตัวเองขั้นสุด ฉากหลังของ คอเนอร์ นั้นเต็มไปแรงกระหาย และความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย

Conor McGregor

จุดเริ่มต้นของนักสู้ผู้โด่งดัง ฉายาฉาวโฉ่ ความจริงคือ ชายว่างงานที่ลาออกจากงานประจำ

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 เขาเติบโตมาในย่านคลัมลิน ย่ายที่เต็มไปด้วยยาเสพติดและชาวแก๊ง ในวัยเด็กเขาชื่นชอบกีฬาฟุตบอลอย่างมาก และเป็นแฟนตัวยงของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้คอนเนอร์ได้ไปเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนของ ลูร์ด เซลติก อยู่หลายปี จนเขาได้เข้าไปที่ Crumlin Boxing Club สถานที่ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับกีฬาการต่อสู้

ต่อมา คอเนอร์ ก็ออกจากโรงเรียนและเลือกที่จะทำงานเป็นช่างปะปา และพนักงานเสริร์ฟอาหารเพื่อเลี้ยงชีพ โดยที่ตอนนั้น เขา ยังไม่มีบ้านเป็นตัวเอง ต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆกับคุณแม่ และแฟนสาว และหลังเลิกงาน คอเนอร์ ก็จะตรงไปที่ยิมเพื่อซ้อมมวยทันที แต่หลังจากนั้นเขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถที่จะทำงานไปด้วยและฝึกซ้อมไปด้วยได้ ทำให้เขาลาออกจากงานเพื่อให้มีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ซึ่งครอบครัวของเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเขาแน่นอน แต่เขาก็ทำ

สิ่งที่เขามีเต็มเปี่ยมคือ ความมุ่งมั่นและชัดเจนต่อเป้าหมายตัวเอง คอเนอร์ ย้ำกับคนรอบตัวเสมอว่า เขาจะเป็นเบอร์ 1 ของสถาบันการต่อสู้ระดับโลกอย่าง UFC ให้ได้

ความฝันของผมคือเป็นแชมป์ UFC มีเงินเยอะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร และมีชีวิตที่สุดยอด เพื่อลูก เพื่อหลาน

แม้ คอเนอร์ จะมีต้นทุนชีวิตเพียงน้อยนิด เพราะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ไม่มีสักครั้งเดียวที่ คอนเนอร์ จะลังเลจากเป้าหมาย หรือถอดใจจากความฝันที่ห่างไกล เพียงเพราะข้อจำกัดในชีวิต

ทางกลับกัน คอเนอร์ มุ่งมั่นตั้งใจและโฟกัสกับเป้าหมายของตัวเองมาก เริ่มจากในปี 2008 คอเนอร์ได้เข้ามาต่อสู้ในศึก Cage Warriors สังเวียนมวยกรงเกรดรอง เขารู้ดีว่าถ้าเขาชนะและครองแชมป์มาได้ 2 เส้น จะทำให้ UFC สนใจดึงตัวเขาไปร่วมศึก นั่นทำให้เขาพยายามพัฒนาตัวเอง อุทิศตัวเองให้กับการทำงานหนัก เพื่อผลลัพธ์บนสังเวียนการต่อสู้

คอเนอร์ ฝากสถิติที่เหลือเชื่อในเวที Cage Warriors เป็นแชมป์ถึง 2 รุ่นตามที่ตั้งใจไว้ จนในที่สุด UFC ก็ทาบทาม แม็กเกรเกอร์ เข้าไปอยู่ในสังกัด ในปี 2013 ซึ่งนั่นก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเขาไปเลย

Conor McGregor กับเส้นทางแห่งการเป็นนักสู้ UFC และความทะเยอทะยานที่จะต้องเป็นที่ 1 ในวงการ

แม้แม็กเกรเกอร์ จะได้เข้ามาอยู่ใน สถาบันการต่อสู้ ระดับโลก UFC อย่างที่เคยวาดฝันไว้ แต่ คอเนอร์ ก็ยังไม่หยุดความทะเยอทะยานของตัวเอง เขาต้องการเป็นเบอร์ 1 ของวงการนี้ ดังนั้นเป้าหมายของเขา คือการพุ่งไปหา โจเซ อัลโด (Jose Aldo) แชมป์โลกรุ่น เฟเธอร์เวต (145 ปอนด์) ที่ ณ ตอนนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็น นักต่อสู้ MMA ที่เก่งสุดเมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์

เขายอมบีบน้ำหนักมโหราฬของตัวเอง ลงไปร่วม 20 ปอนด์ เพื่อให้ได้ชกกับ อัลโด และทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาวางไว้ภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี หากนับจากวันเซ็นสัญญากับ UFC เพราะเขาสามารถจัดการ โจเซ อัลโด นักชกผู้ไม่เคยแพ้ใครมานานถึง 10 ปี ตั้งแต่ยกแรก กลายเป็นแมตช์สร้างชื่อให้เขาโด่งดังเป็นเอย่างมากที่สุด

แม็กเกรเกอร์ เชื่อมั่นมาตลอดว่าการได้เป็น นักต่อสู้ที่ใน UFC จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ความเป็นอยู่ และทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ แต่หนทางที่ดังได้เร็ว และร่ำรวย ก็คือ ความกล้าที่ออกไปเสี่ยงกับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยพลังขับที่ออกมาจากความคิดของตัวเอง

“ไอ้หมาบ้าจากไอร์แลนด์” ไม่ว่อกแว่ก ไม่สั่นไหว ในจุดหมายที่ยิ่งใหญ่เลย ความแน่วแน่นี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถยึดเอามาเป็นต้นแบบกับชีวิตได้เลย คอเนอร์ ต้องอดทนรอคอยเวลานานถึงเวลา 8 ปี เพื่อทำตามคำพูดของตัวเองในฟุตเทจวิดีโอสมัยเป็นนักสู้มวยกรง Cage Warriors ที่อยากจะเป็นแชมป์ UFC ได้สำเร็จ

หาก คอเนอร์ ไม่กล้าพอ ไม่คิดใหญ่ ทำใหญ่ หรือเป็นคนโลเล ในช่วง 8 ปีนั้น คอเนอร์ ก็คงไม่มีทางเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการที่เขาทำสำเร็จ นั่นเพราะเขามีแรงปรารถนา และความพยายามที่ต้องการเป็นเบอร์ 1 ของวงการ ไม่ใช่แค่แชมเปียนที่ไม่มีใครจดจำ

Conor McGregor

ผมต้องการท้าทายตัวเองด้วยการทำน้ำหนักขึ้นมาอีก 2 รุ่น เพราะโลกศิลปะการต่อสู้ มีพวกขี้ขลาดตาขาวมากไปหน่อย” คำโวของ คอเนอร์ เปรียบเสมือนการโยนขนมปังล่อในบ่อปลา

จากคนที่ไม่มีใครรู้จัก คอเนอร์ ทำให้สื่อต่างหันมาสนใจในตัวของเขาได้อยู่หมัด ยิ่งเมื่อเขาประกาศจะทำน้ำหนักขึ้นอีก 2 รุ่นเพื่อกระชากเข็มขัดแชมป์โลกรุ่น เวลเตอร์เวท (170 ปอนด์) จาก เนท ดิแอซ (Nate Diaz) นั่นยิ่งเป็นข่าวใหญ่ระดับปรากฏการณ์ก็ว่าได้

ภาพลักษณ์ของ คอเนอร์ ในสายตาคนทั่วไปที่ไม่ได้รุ้จักเขา อาจคิดว่าเขาคือ พวกบ้า ไม่สนใจโลก ทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้ามเขาคือคนที่มีระเบียบวินัยมาก คอเนอร์ เป็นนักกีฬาที่มีระเบียบวินัยสูง ให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมอย่างมาก เขาบอกว่า ตัวเองไม่สามารถหยุดฝึกซ้อมได้เลย ถ้าไม่ซ้อม เขาจะรู้สึกไม่มั่นใจ แต่สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจเกินตัวนั้น มาจากการทำงานหนักระหว่างการฝึกซ้อมมาก

โปรแกรมการฝึกซ้อมของ คอเนอร์ แม็กเกรเกอร์ ลากยาวตั้งแต่เช้าไปถึงดึก เขายกตัวอย่าง วันจันทร์เขาจะซ้อม ยิวยิตสู 10 ยกในช่วงเช้า ต่อด้วยช่วงเย็น ซ้อมชกมวย 8 ยก, วันอังคาร ซ้อมชกแบบจัดเต็ม 9 ยก วันเสาร์ซ้อมต่อสู้แบบ MMA 15 ยก, วันอาทิตย์ ยกน้ำหนัก ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

มันไม่ใช่แผนการฝึกที่ทำแค่ 3 อาทิตย์ 8 อาทิตย์ก่อนชก แต่มันคือการฝึกหนักทั้งชีวิต ผมบ้าการฝึกซ้อมมาก ถ้าผมไม่ฝึก ผมจะรู้สึกไม่ปลอดภัย สำหรับผมระเบียบแบบแผนคือกุญแจสู่ความสำเร็จ” คอเนอร์กล่าว

ฝึกหนักอย่างเดียว คงไม่มีเพียงพอที่จะทำให้เขาเป็น แชมป์โลกผู้ยิ่งใหญ่

คอเนอร์ เคยได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าบริเวณหัวเข่าฉีดขาด มากถึง 80 เปอร์เซนต์ ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนขึ้นชกชิงแชมป์เฉพาะกาลกับ แชด เมนเดส (Chad Mendes) แทนที่ แม็กเกรเกอร์ จะประกาศถอนตัวเพื่อรักษา เขากลับเลือกใช้วิธีการปิดข่าว ไม่ให้ภายนอกรับรู้ ฝึกซ้อมต่อไป ควบคู่กับการจ้างทีมแพทย์ ทีมกายภาพมาดูแลอย่างใกล้ชิด

ก่อนเจอกับ เนท ดิแอช เขามีปัญหาที่กระดูกหัวเข่าระหว่างการฝึกซ้อม ทำให้ไม่สามารถลงน้ำหนักขาได้เต็มที่ 1 ข้าง บวกกับต้องทำน้ำหนักขึ้นไปอีกบานตะไท จากการสละเข็มขัดรุ่น 145 ปอนด์ มาท้าชิงเข็มขัดรุ่น 170 ปอนด์ แม้รู้ว่าเสียเปรียบและเป็นรองมาก แต่ไม่มีอะไรหยุด คอเนอร์ ได้เลย

แม้ว่าผลการชกครั้งแรก แม็กเกรเกอร์ เป็นฝ่ายแพ้น็อก เนท ดิแอซ จากจังหวะถูกล็อกคอในยกที่ 2 แต่เขาก็เลือกที่กลับมาทุ่มเทกับการฝึกซ้อมมากขึ้น และเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง แม็กเกรเกอร์ เป็นคนที่ยอมรับความจริง มากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้

ผมสามารถหาข้ออ้างได้เป็นร้อย เป็นพัน แต่ผมแพ้แล้ว ก็ต้องยอมรับมัน ผมสู้สุดใจแล้ว แต่ก็ยังแพ้ แค่นั้นเอง ผมรู้แล้วว่าแพ้เพราะอะไร 1.น้ำหนัก และ 2.การฝึกเทคนิคเฉพาะบางอย่าง ตอนนี้ผมมีโอกาสที่จะแก้ไขมันแล้ว

 

Conor McGregor

 

การเจอกับ เนท ดิแอซ ภาคสอง คอเนอร์ เป็นฝ่ายเอาชนะคะแนนมาได้อย่างสนุก แม้เขาจะโดนอัดสะบักสะบอม จนต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน หลังลงเวที แต่จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคอะไรเลยต่างหากที่ทำให้ แม็กเกรเกอร์ ชนะทุกอุปสรรค และทำลายทุกขีดจำกัดของตัวเอง

ขอบคุณข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของมวยจาก : แทงบอล , ดูอนิเมะออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม =>