ศิลปะมวยไทย เพราะเหตุใดทำไมมวยไทยจึงเป็นมรดกไทยและมรดกโลก

ศิลปะมวยไทย เพียงกล่าวถึงชื่อก็เป็นชื่อไทย ที่ฟังดูแล้วภาคภูมิใจ แต่มีใครเคยสังเกตไหมว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่า พม่า เขมร มอญ หรือลาว ต่างก็มีมวยหรือศิลปะการต่อสู้ที่มีในรูปแบบคล้าย ๆ กัน แล้วแบบนี้จะถือว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมรากได้ไหม

ดังนั้นเราจึงต้องย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปกันก่อน มวยไทยมีที่มาจากมวยโบราณ เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่พัฒนามาเรื่อย ๆ เป็น “องค์ความรู้” เพื่อใช้ในการต่อสู้จริงในศึกสงครามที่ต้องสู้แบบประชิดตัวในอดีต และยังต้องมีการฝึกฝนเพื่อป้องกันตัวหรือประชันแข่งขัน

ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ความเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง “มวยโบราณ” กับ “มวยไทย” เป็นไปลักษณะไหน เพราะมวยโบราณ กับมวยไทยในปัจจุบัน มีทั้งลักษณะที่เหมือนและไม่เหมือนกัน คล้ายกับการมีรากเดียวกัน แต่มีวิวัฒนาการแตกออกไปหลายแขนงตามความถนัดสร้างสรรค์ของแต่ละค่ายสำนักและท้องถิ่น

การต่อสู้ตามสัญชาตญาณ ในอดีตมนุษย์เหวี่ยงหมัดเท้าเข่าศอก หรือกระทั่งใช้หัวโขกฟันกัดมาตั้งแต่เกิด แต่การเคลื่อนไหวอย่างมีรูปแบบเพื่อตั้งรับหรือจู่โจมหวังผลแพ้ชนะ สำหรับดินแดนสุวรรณภูมิแถบนี้คงต้องย้อนมองไปยังอารยธรรมอินเดีย ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลเช่นเดียวกับองค์ความรู้ด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง ศิลปกรรมหรือภาษา และมีการปรับจนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น

ย้อนกลับไปแต่อดีตกาล ความเป็นมาของศิลปวิทยาความรู้ และ ศิลปะมวยไทย

อิทธิพลของอินเดียในสุวรรณภูมิ มีมายาวนานตั้งแต่การค้าขาย เผยแผ่ศาสนา แม้กระทั้งการลี้ภัยของเจ้าชาย หรือกษัตริย์ในบางแคว้น หรือเหตุผลอื่น ๆ แน่นอนว่าเมื่อมีการโยกย้าย ก็ย่อมมีการนำเอาศิลปวิทยาความรู้ติดมาด้วย หนึ่งในนั้นก็คือวิชาการต่อสู้ ซึ่งที่ถูกนับเป็นสายแรกของประวัติศาสตร์ไทยและมวยไทยก็คือ มวยลพบุรี หรือสำนักเขาสมอคอนแห่งเมืองละโว้ ซึ่งมีเรื่องเล่ากันมาว่า มีฤๅษีจากอินเดียนามว่า สุกกทันตฤๅษี ได้เดินทางมาที่นี่ แล้วตั้งสำนักเรียนขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 1200 เพื่อสอนสรรพวิทยา ซึ่งวิชามวยเป็นหนึ่งในนั้น และจุดสำคัญคือการมีลูกศิษย์เป็นพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย

นอกจากมวยลพบุรี ท้องถิ่นอื่น ๆ ก็มีมวยโบราณแยกออกไปเหมือนกัน ที่พอสืบเค้าว่าน่าจะมีร่องรอยความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู เช่นกัน คือ มวยท่าเสา ซึ่งโด่งดังแถบจังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อนการขึ้นชกต้องไหว้พระอิศวร เป็นเอกลักษณ์ที่ทำกันมา นอกจากนี้ด้วยความที่มีดินแดนติดต่อกับลาว มวยท่าเสาจึงได้ชื่อว่าเป็น มวยลาว แกมไทย ดังนั้นจึงมีเทคนิคลีลาแตกต่างออกไปอีกแขนง แต่ก็ถือว่าเป็นอีกสำนักมวยมีชื่อเช่นกัน

ไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาก็มีการต่อสู้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Bokator มีความหมายว่า การตำหรือทุบสิงโต มีตำนานบอกว่า สืบทอดมาจากขอมโบราณ แม้ว่าจะมีความไม่ชัดเจนในที่มาของประวัติศาสตร์ แต่ด้วยเป็นพื้นที่หนึ่งที่รับอิทธิพลอินเดียอย่างเข้มข้นมาตลอด จึงไม่แปลกหากรับรูปแบบการต่อสู้เข้ามาผสมผสานด้วย โดยเฉพาะชื่อที่เกี่ยวพันกับสิงโต ซึ่งเป็นสัตว์ ที่ไม่มีในดินแดนสุวรรณภูมิ ก็อาจเป็นร่องรอยหนึ่งของสายสัมพันธ์ ระหว่างอินเดียกับคนในแดนแถบนี้

สำหรับมอญ-พม่าซึ่งอยู่ใกล้กับอินเดียมากกว่าใคร ก็มีการติดต่อระหว่างกันได้ง่าย ยิ่งไม่แปลกหากจะมีการรับศิลปะการต่อสู้แบบอินเดียเข้ามามากกว่า ประเด็นที่อยากตั้งเป็นคำถามไว้เล่น ๆ ก็คือ ช่วงเวลาที่พระนเรศวรเป็นองค์ประกันอยู่ที่หงสาวดีตั้งแต่เด็กและได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากมหาเถรคันฉ่องพระมอญ ต่อมายังทรงนำแบบแผนหลายอย่างในราชสำนักพม่ามาใช้ในราชสำนักอยุธยา แล้ววิชาหมัดมวยแบบมอญพม่าจะถูกนำมาผสมผสานในราชสำนักอยุธยาด้วยหรือไม่

ส่วนในประเทศอินเดีย ปัจจุบันยังพอมีมวยโบราณให้เห็นบ้าง เช่น คาราริพายันธุ ศิลปะการต่อสู้ทางตะวันตกเฉียงใต้ การต่อสู้มีทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก เตะ ถีบ ทุ่ม ทับ จับ หัก หัวโขก แน่นอนคงไม่สามารถบอกได้ว่า มวยโบราณของไทยมาจากมวยโบราณชนิดนี้ในอินเดีย เพราะอินเดียก็มีพื้นที่กว้างขวางไพศาลและการต่อสู้ก็มีหลายรูปแบบอีก แต่ศิลปวิทยาทางการต่อสู้ ในลักษณะคล้ายกันนี้ อาจถ่ายทอดผ่านฤาษีที่มาตั้งตักสิลาหลากสำนักในไทย จนผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ ของบรรดาปรมาจารย์ครูมวยสำนักต่าง ๆ พัฒนาเกิดเป็นมวยโบราณหลากรูปแบบแตกตัวไปตามแต่ละท้องถิ่น

ศิลปะมวยไทย

ความแตกต่างระหว่างมวยไทย-มวยประเทศอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สิ่งที่ทำให้มวยโบราณในบ้านเราแตกต่างไปจากเพื่อนบ้าน จนสามารถสร้างชื่อ “มวยไทย” ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้นั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากบทบาทของราชสำนัก อีกส่วนคงเป็นเรื่องความมีเสถียรภาพภายในและเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในราชสำนักอยุธยามีกรมกองมวยอย่างชัดเจน ส่วนในราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัย รัชกาลที่ 5 นอกจากทรงชื่นชอบแล้วยังโปรดให้บรรจุเป็นหนึ่งในหลักสูตรครูฝึกหัดพลศึกษาและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ต่อเนื่องมาในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงพัฒนาเป็นการชกมวยแบบสวมนวม นับคะแนนแพ้ชนะ มีการกำหนดยก มีลักษณะแบบมวยสากลมากขึ้นและมีค่ายมวยเกิดขึ้นหลายค่าย

อ่านถึงตรงนี้ ก็พอนึกภาพออกแล้ว ใช่ไหมว่า การนับอายุของมวยไทย หรือการหาที่มาที่ไป เป็นปัญหาโลกแตกพอ ๆ กับอะไรคือความเป็นไทยหรือความเป็นไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ โดยเฉพาะการผูกประวัติศาสตร์เข้ากับตำนานพระร่วงและราชวงศ์สุโขทัยของมวยไทย ก็อาจเป็นเพียงหนึ่ง ในการสร้างอุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” ในสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากตะวันตก และสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ต่อมาภายหลัง เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนชื่อ “สยาม” เป็น “ไทย” จึงทำให้คำว่า “มวยไทย” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ขณะที่นโยบายสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ยังดำเนินต่อภายใต้ความเป็น “ไทย” ในการนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ช่วงนี้เป็นยุคที่มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับมวยไทยออกมา อย่างเป็นแบบแผน รวมถึงการก่อสร้างเวทีมวยมาตรฐาน ได้แก่ เวทีมวยราชดำเนิน และ ลุมพินี กล่าวคือ มาตรฐานกลาง หรือมวยไทยในรูปแบบ ที่เราเห็นในปัจจุบันนั้น ก่อเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นในยุคนี้

ซึ่งในช่วงเวลา ที่มวยไทยกำลังถูกสร้าง ขึ้นร่วมกับอุดมการณ์ชาตินิยม สถานการณ์ของเพื่อนบ้านเรา ยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ดังนั้นมวยไทย จึงสามารถตั้งลำได้ก่อน ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจ ที่ถูกผูกเข้ากับเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ คุ้นเคยกับมวยไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ก็มีเหมือนกันที่มวยไทยถูกท้าทาย เช่นครั้งหนึ่ง โอซามู โนกูจิ เคยนำมวยไทยไปดัดแปลงเป็น คิ๊กบ็อกซิ่ง และประกาศว่า มวยไทยมีที่มาจากคิ๊กบ็อกซิ่ง ทำให้ ยอดธง เสนานันท์ ครูมวยในยุคนั้นนำนักมวยไทยชกกับคิ๊กบ็อกซิ่งขึ้น ผลการแข่งขันนักมวยไทยเป็นฝ่ายชนะ จอมพลถนอม กิตติขจร จึงมีคำสั่งเนรเทศโอซามู โนกูจิ ออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นบุคคล ที่ไม่พึงปรารถน าของประเทศ อย่างไรก็ตาม คิ๊กบ็อกซิ่ง ยังคงเป็นที่นิยม ในสหรัฐอเมริกา ส่วนมวยไทย ยังคงเป็น ที่รู้จักในวงจำกัด

ความตลกร้ายแห่ง วงการมวยไทย

ในยุโรป มวยไทยกลับเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายกว่า นอกจากการบวกรวมเข้ากับการท่องเที่ยวแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในผลพวงจากการที่ ผุดผาดน้อย วรวุฒิ อดีตนักมวยไทยฝีมือดีได้รับทาบทามไปสอนมวยในฝรั่งเศส เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ฝรั่งที่ทาบทามไปสอนต้องการให้ใช้ชื่ออื่น แต่เขายืนยันต้องใช้ชื่อ “มวยไทย” เท่านั้น ต่อมาเมื่อประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาฝรั่งมากมาย ส่งผลให้นักมวยไทยอีกหลายคนเดินทางไปเปิดค่ายมวยไทยในประเทศในยุโรปมากขึ้น ถือเป็นการเปิดตลาดต่างแดนอย่างแท้จริง

ผุดผาดน้อยยังเคยให้สัมภาษณ์ว่า การไปสอนมวยไทยให้คนต่างชาติในช่วงแรกนั้น เขาถึงกับโดนข้อกล่าวหาจากคนใน วงการมวยไทย และเพื่อนร่วมชาติว่า “ขายชาติ” เลยทีเดียว

ในขณะที่มวยไทย เป็นที่นิยมมากขึ้นในต่างประเทศ มวยไทยเวทีอันเคยเป็นความภาคภูมิใจ กลับเสื่อมความนิยมลง และมากไปกว่านั้นกลับกลายเป็นศึกมวย สไตล์ไทย ไฟต์ที่เปิดให้ต่างชาติ เข้ามาชกด้วย ปรากฏว่า การออกอาวุธสู้ กับนักมวยของไทย สามารถทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ นักมวยฝรั่งบางคน ยังกลายเป็นที่ชื่นชอบ ของคนไทยไปเสียอีก

ดังนั้น ผลสืบ เนื่องวาทกรรมมวยไทยที่เคยต้องไปช่วงชิง ในต่างแดนจนถึงข้อหาขายชาติ ถึงวันนี้กลับกลายเป็นดังลมหายใจเฮือกใหม่ ของวงการมวยไทย ซึ่งหลังจากนี้ ความเป็นไทย และ นิยามมวยไทยจะเลื่อนไหล ไปต่อในทิศทางไหนก็คงต้อง จับตากันต่อไป

ขอบคุณข้อมูลข่าวสารต่างๆของมวยไทยจาก : ดูบอล123 แทงบอลยูโร

อ่านเพิ่มเติม >>> มวยโบราณของไทย